เกม: Death Stranding 2: On the beach
แพลตฟอร์ม : PS5
ภาษา: อังกฤษ
ราคา: 2,290 บาท
วันวางจำหน่าย: 26 มิถุนายน 2025
หลังจากแยกทางกับ Konami ฮิเดโอะ โคจิม่า ได้นำเสนอ Death Stranding เกมแนวใหม่ที่ฉีกทุกกฎเดิมของวงการ ด้วยแนวคิดการเล่นแบบ “เชื่อมโยงผู้คน” ผ่านโลกที่ล่มสลาย ผสานกับเนื้อเรื่องล้ำจินตนาการ และนักแสดงระดับฮอลลีวูด ทำให้เกมแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้รับการพูดถึงในวงกว้าง
และในภาคต่อ Death Stranding 2: On the Beach การเดินทางของ Sam Porter Bridges ยังคงไม่จบลง เขากลับมาพร้อมภารกิจใหม่—เชื่อมต่อดินแดนออสเตรเลียเข้าสู่เครือข่าย Chiral Network เพื่อรวมโลกที่แตกร้าวให้เป็นหนึ่งอีกครั้ง ท่ามกลางภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และศัตรูลึกลับที่รออยู่ทุกย่างก้าว
บทต่อไปของมหากาพย์ไซไฟนี้จะพาผู้เล่นดำดิ่งสู่โลกที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร พร้อมทั้งตั้งคำถามใหม่ต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปอ่านรีวิวฉบับเต็มของ Death Stranding 2: On the Beach กันเลย
**บทความรีวิวนี้เป็นบทความที่ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่อง รวมถึงตัวระบบเกมบางส่วน เพื่อให้แฟนๆ ได้รับประสบการณ์สูงสุดในการเล่น และตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสเกมนี้ครับ

เนื้อเรื่อง
Death Stranding 2: On the Beach เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ในภาคแรกประมาณ 11 เดือน หลังจากที่ Sam Porter Bridges สามารถเชื่อมโยงอเมริกาที่แตกสลายให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว และหยุดยั้งการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติไว้ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้เขาต้องเดินทางข้ามทวีป เพื่อเชื่อมต่อออสเตรเลียเข้าสู่ Chiral Network
ระหว่างการเดินทาง Sam ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งภัยธรรมชาติ เหตุการณ์เหนือความคาดหมาย รวมไปถึงศัตรูหน้าเก่าที่กลับมาอีกครั้งอย่าง Higgs พร้อมกองทัพ Ghost Mech ลึกลับ และ BT รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นอกจากการต่อสู้และเอาชีวิตรอด ผู้เล่นยังจะได้ร่วมไขปริศนาเบื้องลึกเกี่ยวกับ Lou พร้อมกับตัวละครที่แฟน ๆ คุ้นเคยอย่าง Fragile และการปรากฏตัวของตัวละครใหม่ เช่น Tarman, Tomorrow, และ Rainny ที่จะเข้ามาเติมเต็มการเดินทางอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ให้เข้มข้นและน่าจดจำยิ่งกว่าเดิม
แม้ผู้เขียนจะไม่ได้คาดหวังกับเนื้อเรื่องของ Death Stranding 2 มากนักในตอนแรก แต่หลังจากได้ลองเล่นเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง ความคิดก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตัวเกมไม่เสียเวลาปูเรื่องนาน ทุกอย่างเริ่มต้นอย่างเข้มข้นและชวนติดตามในทันที
เนื้อเรื่องของ Death Stranding 2: On the Beach เต็มไปด้วยความซับซ้อน ชวนให้ขบคิด และคาดเดาไม่ได้ว่าจะพาผู้เล่นไปในทิศทางใด ความโดดเด่นอย่างหนึ่งที่สืบทอดมาจากภาคแรกคือการเล่าเรื่องผ่านภาพแฟลชแบ็ก ซึ่งค่อย ๆ เปิดเผยอดีตของตัวละครอย่างมีชั้นเชิง เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ถูกประกอบขึ้นทีละชิ้น จนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ในช่วงท้ายของเกม
ไม่เพียงแค่ซับซ้อน แต่ยังเต็มไปด้วยการหักมุมที่หลอกผู้เล่นอย่างแยบยล โดยเฉพาะในช่วงท้ายของเกม ที่ทำเอาผู้เขียนถึงกับตาค้าง ด้วยอารมณ์ที่พลิกผันแบบไม่ทันตั้งตัว
การถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครในภาคนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ลึกซึ้ง และกินใจในหลาย ๆ ฉาก จนเรียกน้ำตาได้ไม่ยาก มันไม่ใช่แค่เกม แต่คือประสบการณ์ที่เทียบชั้นกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่พาให้นึกถึงยุครุ่งเรืองของ Metal Gear Solid ที่คุณโคจิม่าเคยสร้างไว้
สำหรับผู้เขียนแล้ว Death Stranding 2 เป็นภาคต่อที่ไม่เพียงรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ แต่ยังทำได้ดียิ่งกว่าเดิมในหลายมิติ ทั้งด้านเนื้อหา การเล่าเรื่อง และการสร้างอารมณ์ร่วมที่ทรงพลัง

เกมเพลย์
ทางด้านเกมเพลย์ Death Stranding 2: On the Beach ยังคงยึดคอนเซ็ปต์การเดินทางและการขนส่งของภาคแรกเอาไว้ แต่มีการต่อยอดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการต่อสู้ที่มีความเป็นแอ็กชันมากยิ่งขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้เล่นสามารถจัดการกับสถานการณ์ได้หลากหลายและมีความตื่นเต้นมากขึ้น
ระบบ Social Strand System ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของซีรีส์นี้ก็กลับมาอีกครั้ง โดยเน้นแนวคิด “การเชื่อมต่อโดยไม่ต้องพบกัน” การกระทำของคุณในโลกเกมจะส่งผลต่อโลกของผู้เล่นคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสะพาน เส้นทาง หรือการทิ้งของช่วยเหลือ ซึ่งผู้เล่นคนอื่นก็สามารถเห็นและใช้สิ่งเหล่านั้นได้จริง
แนวคิดนี้ทำให้เกิดความรู้สึกของ “การร่วมมือกันในความโดดเดี่ยว” อย่างที่ไม่มีเกมไหนเหมือน ทุกการกระทำของคุณสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของผู้อื่น และในทางกลับกัน โลกของคุณเองก็อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำของ Porter คนอื่น ๆ เช่นกัน
อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Death Stranding 2: On the Beach คือระบบ Monorail — ยานพาหนะลอยฟ้าที่ผู้เล่นสามารถสร้างรางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเหมือง, Distribution Center และจุดส่งของต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ หากสามารถวางรางเชื่อมต่อได้ครอบคลุมทั่วแมพ ก็จะช่วยให้การเดินทางรวดเร็วและสะดวกอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การสร้าง Monorail ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ลำพัง เพราะต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมากและการร่วมมือจากผู้เล่นคนอื่น ๆ ผ่านระบบ Social Strand เพื่อค่อย ๆ ช่วยกันสร้างรางจนเสร็จสมบูรณ์ทั้งระบบ นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างที่ตอกย้ำแนวคิด “เชื่อมต่อ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเกมได้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ สภาพแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงของโลกในภาคนี้ ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากภาคแรก ด้วยเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ทำให้ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งป่าฝน หุบเขา ภูเขาหิมะ และทะเลทราย แต่ละพื้นที่มาพร้อมกับภัยธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคใหม่ของผู้เล่น เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม บางครั้งแรงจนหินถล่มลงมา หรือพายุหิมะที่สามารถกลบเส้นทางจนมิด หากอยู่ในป่าเขตร้อนก็อาจต้องรับมือกับไฟป่า ส่วนพื้นที่ทะเลทรายก็มีพายุทรายพัดแรงจนบดบังวิสัยทัศน์และทำให้เสียการควบคุมได้
แต่ไม่ใช่แค่ธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นศัตรู ในภาคนี้ยังมี BT รูปแบบใหม่ ที่แปลกประหลาดและอันตรายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น BT แมงมุมตัวเล็ก ๆ ที่ไต่เข้าใกล้แบบเงียบเชียบ หรือแม้แต่ฝูง BT นกที่สามารถถาโถมเข้าใส่สัมภาระ ทำให้ของเสียหายและตกหล่นกลางทาง การรับมือกับศัตรูเหล่านี้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้น
แม้โลกจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่ Death Stranding 2 ก็ไม่ได้ขาดความอบอุ่นเสียทีเดียว เพราะยังมีสัตว์น่ารัก ๆ อย่าง จิงโจ้ และ กระต่าย ที่ปรากฏอยู่ในบางภารกิจ ซึ่งผู้เล่นจะต้องช่วยส่งสัตว์เหล่านี้ไปยังสถานที่ปลอดภัย เป็นภารกิจที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตในโลกที่แตกสลายนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
นอกจากต้องฝ่าฟันกับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายแล้ว ผู้เล่นยังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมากมายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม MULE ที่ยังคงออกลาดตระเวนเพื่อดักปล้นสัมภาระในพื้นที่ต่าง ๆ หรือศัตรูใหม่สุดอันตรายอย่าง Ghost Mech – กองทัพเครื่องจักรไร้วิญญาณที่มีพลังทำลายล้างสูงและพร้อมจะโจมตีทุกอย่างที่ขวางทาง
เพื่อให้ผู้เล่นสามารถรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้ เกมจึงเพิ่มอาวุธใหม่หลากหลายชนิด ทั้งปืนที่ครอบคลุมระยะยิงที่หลากหลาย และอุปกรณ์สำหรับผู้เล่นสายลอบเร้น เช่น ปืนยาสลบ, อุปกรณ์ปิดเสียง, ไปจนถึงระเบิดควันหรือกับดักต่าง ๆ ความหลากหลายเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถวางแผนการเล่นตามสไตล์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเน้น ลอบโจมตีเงียบ ๆ หรือบู๊แหลกสาดกระสุนเข้าใส่ศัตรูก็ตาม
ที่สำคัญ ระบบเกมเพลย์ในภาคนี้ยังมีการบาลานซ์จังหวะของเกมได้ดี ภารกิจต่าง ๆ ไม่ได้มีแค่การส่งของซ้ำ ๆ แบบเดิม แต่จะมีการสลับสับเปลี่ยนกับฉากแอ็กชัน, การเอาตัวรอด หรือแม้แต่ภารกิจเนื้อเรื่องเข้มข้นอยู่เสมอ ทำให้ตลอดการเล่นรู้สึกหลากหลาย ไม่น่าเบื่อ และน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญฉากต่อสู้กับบอสแม่งแบบมันส์ทุกฉาก!
ไม่เพียงแค่เดินเท้า ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือสร้างราง Monorail เท่านั้น ใน Death Stranding 2: On the Beach ผู้เล่นยังจะได้ออกเดินทางไปพร้อมกับ ยาน DHV Magellan — ยานพาหนะล้ำยุคที่สามารถ เดินทางผ่านทะเลทาร์ (Tar) จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งของโลกได้
การมีอยู่ของ DHV Magellan ไม่เพียงเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการผจญภัย แต่ยังทำหน้าที่เป็นระบบ Fast Travel ภายในเกม ทำให้การเดินทางข้ามพื้นที่ห่างไกลกลายเป็นเรื่องสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงท้ายเกม ที่ผู้เล่นอาจต้องกลับไปยังพื้นที่ที่เคยสำรวจมาแล้ว
ระบบนี้ช่วยให้ผู้เล่นประหยัดเวลา แต่ยังไม่ทำลายสมดุลของเกม เพราะยังคงต้องมีการวางแผน การเตรียมตัว และความร่วมมือจากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสร้างไว้ก่อนหน้านั้น
โดยรวมแล้ว ระบบเกมเพลย์ของ Death Stranding 2: On the Beach คือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของภารกิจ การต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้น หรือฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่าง Monorail และยาน DHV Magellan ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในโลกที่แตกสลาย ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบมาให้รองรับแนวทางการเล่นที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นสายลอบเร้น ชอบวางแผนอย่างละเอียด หรือจะลุยแบบบู๊ล้างผลาญ เกมก็พร้อมให้คุณเลือกเส้นทางของตัวเอง
และที่สำคัญคือจังหวะของเกมที่ถูกบาลานซ์มาอย่างดี สลับไปมาระหว่างการเดินทาง การต่อสู้ และฉากเนื้อเรื่องได้อย่างลื่นไหล ทำให้การเล่นตลอดหลายสิบชั่วโมงไม่รู้สึกจำเจ แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง
กราฟิกและประสิทธิภาพ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Death Stranding 2: On the Beach พัฒนาด้านงานภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากต่าง ๆ ภายในเกมเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สวยงามและสมจริง ถ่ายทอดบรรยากาศของโลกที่ล่มสลายได้อย่างทรงพลัง ทั้งความรกร้าง ความเงียบ และความเหงา ที่แทรกอยู่ในทุกซอกมุมของโลกใบนี้ ผสมผสานกับเทคโนโลยีในเกมที่ออกแบบอย่างมีจินตนาการ ทำให้ทุกฉากรู้สึก “เป็นไปได้” ในโลกอนาคตที่บิดเบี้ยวอย่างน่าหลงใหล
ด้านงานโมเดลตัวละครก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ทั้งสีหน้า แววตา และการเคลื่อนไหวที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ลึกซึ้งในระดับที่ใกล้เคียงงานแสดงจริง ทำให้การเล่าเรื่องรู้สึกมีพลัง และเชื่อมโยงผู้เล่นกับตัวละครได้อย่างแนบแน่น ราวกับกำลังชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่คุณมีส่วนร่วม
ในแง่ของประสิทธิภาพ บนเครื่อง PS5 ตัวเกมทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เฟรมเรตมีความลื่นไหลและเสถียรแม้ในฉากแอ็กชันที่มีเอฟเฟกต์หนัก ๆ หรือในพื้นที่เปิดกว้างขนาดใหญ่ ระบบ SSD ของ PS5 ยังช่วยให้การโหลดฉากแทบไม่มีให้รู้สึก — เปลี่ยนพื้นที่หรือเข้าสู่คัตซีนได้แบบต่อเนื่องไม่มีสะดุด
ทุกองค์ประกอบทั้งภาพ เสียง และการแสดงผล ทำให้ Death Stranding 2: On the Beach เป็นหนึ่งในเกมที่มอบประสบการณ์ระดับ AAA อย่างแท้จริง ทั้งด้านเทคนิคและอารมณ์ร่วม
เพลงประกอบ
ส่วนเพลงประกอบต้องบอกเลยว่าทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ด้านภาพ เพลงที่ใช้ในเกมสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างแม่นยำ—ไม่ว่าจะเป็นความโดดเดี่ยวของ Sam ระหว่างการเดินทาง ความโหดร้ายของโลกที่แตกร้าว หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ทุกบทเพลงช่วย “ขับเคลื่อน” ความรู้สึกของผู้เล่นให้ดิ่งลึกลงไปในเรื่องราว
เพลงในภาคนี้ยังคงเอกลักษณ์แบบที่เคยทำไว้ดีในภาคแรก ทั้งแนวอิเล็กทรอนิกส์ผสมความหม่น ลอย ๆ และบางครั้งก็มีจังหวะช้าเศร้า หรือท่วงทำนองที่ชวนให้หยุดมองวิวรอบตัว เพลงไม่ได้เป็นแค่ “องค์ประกอบ” ประกอบฉาก แต่เป็น “ส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง” อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะในฉากเดินทางไกลท่ามกลางธรรมชาติ เมื่อเสียงดนตรีค่อย ๆ แทรกเข้ามาแบบไม่รู้ตัว มันทำให้การเดินทางรู้สึกมีความหมายมากขึ้นทันที เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่แฟนเกมซีรีส์นี้จะหลงรักเหมือนเดิม—หรืออาจยิ่งกว่าที่เคย
Verdict
Death Stranding 2: On the Beach คือผลงานที่ยกระดับจากภาคแรกในแทบทุกด้าน—ทั้งด้านเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ซับซ้อน และเต็มไปด้วยการหักมุม การเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและกินใจแบบเฉพาะตัว การเดินทางที่ยังคงโดดเดี่ยวแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ไปจนถึงระบบเกมเพลย์ที่ถูกขยายให้หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ อาวุธใหม่ การเดินทางแบบใหม่อาทิ Monorail หรือ DHV Magellan ผนวกภัยธรรมชาติที่เพิ่มความท้าทายให้กับการส่งของ
โลกของเกมยังคงงดงามและเต็มไปด้วยรายละเอียด ผ่านกราฟิกระดับ AAA และประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมบน PS5 ทั้งเฟรมเรตที่ลื่นไหลและการโหลดฉากที่แทบไร้รอยต่อ เสริมด้วยเพลงประกอบที่เข้าถึงอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกวินาทีของการเล่นเหมือนกำลังมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ไซไฟที่กำกับโดย ฮิเดโอะ โคจิม่า อย่างแท้จริง
หากคุณหลงรักภาคแรก ภาคนี้จะทำให้คุณประทับใจยิ่งกว่าเดิม และหากคุณยังไม่เคยสัมผัสซีรีส์นี้มาก่อน นี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่ทั้งแปลกประหลาด ลึกซึ้ง และงดงามไม่เหมือนใคร
10/10
จุดเด่น (Pro)
- เนื้อเรื่องเข้มข้น ซับซ้อน และน่าติดตาม – มีการหักมุม จังหวะเล่าเรื่องยอดเยี่ยม พร้อมแฟลชแบ็กที่ค่อย ๆ ประกอบเรื่องราวจนสมบูรณ์
- ระบบเกมเพลย์ต่อยอดจากภาคแรกได้ยอดเยี่ยม – เพิ่มความหลากหลายทั้งด้านภารกิจ อาวุธ และวิธีการเล่น ไม่ซ้ำซาก
- โลกในเกมมีชีวิตและท้าทายมากขึ้น – ด้วยระบบภัยพิบัติทางธรรมชาติและศัตรูใหม่ที่ออกแบบมาน่าสนใจ
- งานภาพระดับ AAA และประสิทธิภาพดีเยี่ยมบน PS5 – เฟรมเรตลื่น โหลดไว ฉากอลังการและสื่ออารมณ์ได้อย่างทรงพลัง
จุดสังเกต (Con)
- อุปสรรคเรื่องภาษา – เนื้อเรื่องของเกมค่อนข้างซับซ้อนและลึกซึ้ง การไม่แม่นภาษาอังกฤษอาจทำให้ติดขัดและเข้าใจเนื้อหาได้ยากขึ้น
- ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเกมแอ็กชันรวดเร็ว – เกมยังเน้นไปที่การเดินทาง วางแผน และบรรยากาศมากกว่าการต่อสู้ที่รวดเร็วและดุเดือดแบบเกมแอ็กชันทั่วไป
รีวิวและเขียนบทความโดย ภัคพล บัวโทน (GuidePS4EXPErt)
ขอบคุณบริษัท PlayStation Asia
สำหรับแผ่นเกมส์ที่ให้เรามารีวีวครับ
![]()